สรุป ยอดขายมือถือ Q1 2026 ทั่วโลกหด 6% แต่ Apple ผงาดแซงขึ้นที่ 1

ยอดขายมือถือ Q1 2026

ภาพรวม ยอดขายมือถือ Q1 2026 ตลาดโลกหดตัว 6%

ในไตรมาสแรกของปี 2026 ยอดขายมือถือ Q1 2026 ตลาดสมาร์ทโฟนทั่วโลกมียอดจัดส่งรวมลดลงถึง 6% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา (YoY) ท่ามกลางตลาดที่หดตัว Apple ได้สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการผงาดขึ้นมาเป็นผู้นำตลาดในไตรมาสแรกได้สำเร็จเป็นครั้งแรก

ปัจจัยหลักที่ทำให้ตลาดมือถือชะลอตัว

  • วิกฤตชิปหน่วยความจำขาดแคลน (Memory Crunch): ชิ้นส่วน DRAM และ NAND Flash ขาดตลาดอย่างหนัก ส่งผลให้ต้นทุนผลิตพุ่งสูง ผู้ผลิตหลายรายต้องเลื่อนเปิดตัวหรือลดการผลิตรุ่นที่กำไรน้อย
  • กำลังซื้อผู้บริโภคหดตัว: ปัญหาเศรษฐกิจและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้ผู้คนชะลอการใช้จ่าย ส่งผลกระทบโดยตรงต่อยอดขายมือถือกลุ่มระดับเริ่มต้น (Entry-tier)

5 อันดับแบรนด์สมาร์ทโฟนขายดีที่สุด (Q1 2026)

สรุปส่วนแบ่งการตลาดแบรนด์มือถือยอดฮิตเทียบกับปีที่ผ่านมา:

  • อันดับ 1 Apple: ส่วนแบ่ง 21% (เติบโต +5%)
  • อันดับ 2 Samsung: ส่วนแบ่ง 20% (ลดลง -6%)
  • อันดับ 3 Xiaomi: ส่วนแบ่ง 12% (ลดลง -19%)
  • อันดับ 4 OPPO: ส่วนแบ่ง 11% (ลดลง -4%)
  • อันดับ 5 vivo: ส่วนแบ่ง 8% (ลดลง -2%)
  • แบรนด์อื่นๆ (Others): 28% (ลดลง -10%)
Apple

ทำไม Apple ถึงขึ้นแท่นอันดับ 1?

  • กระแส iPhone 17 Series: สเปคที่อัปเกรดโดนใจผู้ใช้งาน และการจัดการซัพพลายเชนที่ดี ทำให้ได้รับผลกระทบจากชิปขาดแคลนน้อยกว่าค่ายอื่น
  • ตีตลาดใหญ่แตก: ทำยอดขายได้ดีมากใน จีน อินเดีย และญี่ปุ่น ผ่านโปรแกรม Trade-in (นำเครื่องเก่ามาแลกใหม่)
  • ตลาดพรีเมียมแข็งแกร่ง: ฐานลูกค้ากลุ่มไฮเอนด์ได้รับผลกระทบจากปัญหาค่าครองชีพน้อยกว่ากลุ่มอื่น

สถานการณ์ของ Samsung และ Xiaomi

  • Samsung: ยอดจัดส่งลดลง 6% หลักๆ มาจากการเลื่อนเปิดตัวเรือธงอย่าง Galaxy S26 Series ที่ช้ากว่าเดิม รวมถึงยอดขายรุ่นประหยัดที่หดตัว
  • Xiaomi: ร่วงหนักสุดใน Top 5 (ลดลง 19%) เพราะพึ่งพายอดขายในตลาดระดับกลางและล่าง ซึ่งเป็นกลุ่มที่โดนผลกระทบจากต้นทุนชิปที่แพงขึ้นอย่างจัง
  • ดาวรุ่งน่าจับตา: แบรนด์ทางเลือกอย่าง Google (+14%) และ Nothing (+25%) มียอดขายเติบโตแบบก้าวกระโดด

แนวโน้มตลาดมือถือหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร?

การคาดการณ์จาก Counterpoint Research ระบุว่าภาวะชิปขาดแคลนอาจลากยาวไปจนถึงปลายปี 2027 ซึ่งส่งผลให้ตลาดมือถือต้องปรับตัวดังนี้:

  • ราคามือถือมีแนวโน้มแพงขึ้น: ต้นทุนชิ้นส่วนที่พุ่งสูงจะถูกผลักภาระมายังผู้บริโภค
  • เน้นรุ่นเรือธง เลิกผลิตรุ่นถูก: ผู้ผลิตจะหันไปโฟกัสการอัดสเปคในรุ่นเรือธง (Premium) มากขึ้น และลดการผลิตรุ่นราคาประหยัดที่ได้กำไรน้อย